RSV ยังไม่แผ่ว พบป่วยสะสม 8000 ราย แนะหญิงตั้งครรภ์ถามหมอหาวิธีสร้างภูมิให้ลูกก่อนคลอด

   เมื่อ : 06 ต.ค. 2569

กองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค เผยโรคติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี (RSV) ยังคงระบาดทุกปี เป็นสาเหตุโรคติดเชื้อทางเดินหายใจในเด็กเล็ก พบสถิติป่วยสะสมจากวันที่ 1 มกราคมถึงวันที่ 8 กันยายนปีนี้ มีผู้ป่วยแล้ว 8,578 ราย หวั่นใจสามในสี่ของผู้ป่วยเป็นเด็กอายุต่ำกว่าห้าปี เสียชีวิต 1 รายเป็นทารกวัย 2 เดือนที่มีประวัติคลอดก่อนกำหนด


ชี้อาร์เอสวียังคงหมุนเวียนในชุมชนและเข้าสู่ฤดูกาลระบาดตั้งแต่หน้าฝนจนถึงหน้าหนาว ต้องเฝ้าระวังโรคติดเชื้อทางเดินหายใจในเด็กเล็กอย่างใกล้ชิดแนะนำให้แม่ตั้งครรภ์ปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับแนวทางการป้องกันอาร์เอสวีที่เหมาะสม


โรคติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี (RSV : Respiratory Syncytial Virus) เป็นเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจติดต่อผ่านละอองฝอยจากการไอหรือจามรวมถึงการสัมผัสสารคัดหลั่งหรือสิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้ออาการระยะแรกอาจคล้ายไข้หวัด เช่น ไข้ ไอ จาม และมีน้ำมูก แต่ในเด็กเล็กโดยเฉพาะทารก อาการอาจลุกลามเป็นหลอดลมฝอยอักเสบหรือปอดอักเสบ ทำให้ไอมากหายใจเร็ว หอบเหนื่อย หายใจมีเสียงหวีด กินนมน้อยลง หรือซึมหากพบอาการผิดปกติดังกล่าวควรรีบพาเด็กไปพบแพทย์

อาร์เอสวีคร่าชีวิตเด็กทั่วโลกเป็นอันดับสองรองจากมาเลเรีย สำหรับความรุนแรงของโรคติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวีและวิธีป้องกันสำหรับทารกนั้น รองศาสตราจารย์แพทย์หญิงสาวิตรี พรานพนัส หัวหน้าหน่วยเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์ สาขาวิชาสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ประธานคณะอนุกรรมการมาตรฐานวิชาชีพและประธานคณะจัดทำแนวทางเวชปฏิบัติการให้วัคซีนแก่สตรีตั้งครรภ์ ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย


กล่าวว่า ภูมิคุ้มกันของเด็กยังไม่เท่ากับผู้ใหญ่แล้ว ทางเดินหายใจของเขามีขนาดเล็ก เมื่อเกิดการติดเชื้อ จะเกิดการบวมของทางเดินหายใจ มีเสมหะมาก ไปอุดกั้นทางเดินหายใจ ทำให้หายใจลำบาก สำหรับเด็กเล็กแล้ว การแสดงออกของเขายังไม่ชัด บางทีกว่าจะรู้เด็กก็เกิดอาการหอบ ขาดออกซิเจนหรือส่งผลให้การหายใจล้มเหลว โดยเฉพาะฤดูฝนตั้งแต่มิถุนายนถึงพฤศจิกายน


เพราะผลระยะยาวที่เกิดขึ้นกับทารกที่ติดเชื้ออาร์เอสวีในช่วง 6 เดือนถึง 1 ปีแรก อาร์เอสวีไม่ได้ส่งผลเฉพาะการเจ็บป่วยระยะสั้นเท่านั้น แต่จะมีความเสี่ยงที่จะมีภาวะทางเดินหายใจไวเรื้อรัง คือหลอดลมจะไว เมื่อติดเชื้อจะไอเรื้อรังแล้วมีเสียงวี้ดแบบหอบ ในอนาคตก็จะกลายเป็นผู้ใหญ่ที่เป็นโรคหอบหืด

นายแพทย์วีรวัฒน์ มโนสุทธิ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิและโฆษกกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข กล่วว่าปัจจุบัน ยังไม่มียาต้านไวรัสโดยเฉพาะซึ่งแตกต่างจากไวรัสไข้หวัดใหญ่หรือโควิด-19 ดังนั้น จึงเป็นการรักษาไปตามอาการหรือรักษาแบบประคับประคอง ต่อคำถามถึงการป้องกันโรคอาร์เอสวีสำหรับทารก นายแพทย์วีรวัฒน์ชี้แจงว่าปัจจุบันมีเทคโนโลยีทางการแพทย์คือการใช้วัคซีนให้กับคุณแม่ที่ตั้งครรภ์แล้ว


โดยวัคซีนตัวนี้จะไปกระตุ้นภูมิให้กับคุณแม่เพื่อสร้างภูมิต้านทานไปทำลายเชื้อไวรัสอาร์เอสวีที่เกิดขึ้นในร่างกายของคุณแม่ หลังจากนั้นจะส่งผ่านภูมิต้านทานนี้ไปสู่ลูกในครรภ์ผ่านทางรก ดังนั้นหลังจากเด็กคลอดออกมาแล้วโดยเฉพาะในช่วงหกเดือนแรกหลังจากคลอดออกมาก็จะได้รับภูมิต้านทาน ในช่วงที่เด็กเล็กมากๆ หรือช่วงที่เป็นทารก หลอดลมยังไม่แข็งแรง ภูมิต้านทานก็ยังไม่ดี เพราะฉะนั้น การที่มีภูมิต้านทานที่เกิดขึ้นจากวัคซีนที่คุณแม่ได้รับไป ก็จะช่วยลดความรุนแรงของอาร์เอสวีลงได้


เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับคุณแม่และทารก แนะนำให้แม่ตั้งครรภ์ปรึกษาสูตินรีแพทย์เกี่ยวกับอาร์เอสวีและแนวทางการป้องกันที่เหมาะสมสำหรับตนเองและทารก โดยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ตั้งแต่ระหว่างการตั้งครรภ์ เช่น ช่วงอายุครรภ์ที่เหมาะสมสำหรับการรับวัคซีน ระยะเวลาที่ช่วยให้มีการส่งผ่านภูมิคุ้มกันสู่ทารก หรือการวางแผนการรับวัคซีนต่างๆ ตามคำแนะนำของแพทย์


ท่ามกลางแนวโน้มผู้ป่วย RSV ที่กำลังเพิ่มขึ้น การปกป้องทารกจำเป็นต้องอาศัยหลายมาตรการร่วมกันทั้งสุขอนามัยของสมาชิกในครอบครัว การลดการสัมผัสเชื้อ การสังเกตอาการผิดปกติและการปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับทางเลือกในการสร้างภูมิคุ้มกันที่เหมาะสมกับมารดาและทารกเพราะคำถามสั้น ๆ ระหว่างการฝากครรภ์อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการวางแผนดูแลลูกน้อยตั้งแต่ก่อนลืมตาดูโลก