มหา’ลัยมหิดล ประกาศผล “รางวัลมหาวิทยาลัยมหิดล จงเจตน์เมธีวิชญ์” ประจำปี 2569 เชิดชู 2 นักวิจัยไทย ผู้เปลี่ยนองค์ความรู้สู่ Real World Impact
มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ มูลนิธิมหาวิทยาลัยมหิดลในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เดินหน้าขับเคลื่อนวงการวิจัยไทย ประกาศผล “รางวัลมหาวิทยาลัยมหิดล จงเจตน์เมธีวิชญ์” ประจำปี 2569 รางวัลระดับประเทศที่มุ่งเชิดชูนักวิจัยไทยผู้สร้างสรรค์ผลงานที่ก้าวข้ามความเป็นเลิศทางวิชาการ สู่การนำองค์ความรู้ไปใช้แก้ปัญหาและสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับสังคมอย่างเป็นรูปธรรม
ภายใต้แนวคิด “Real World Impact for Sustainability”ตอกย้ำบทบาทมหาวิทยาลัยมหิดลในฐานะ “ปัญญาของแผ่นดิน” (Wisdom of the Land)ที่มุ่งผลักดันพลังงานวิจัยให้สร้างคุณูปการต่อประชาชน สังคม และประเทศอย่างยั่งยืน
ศาสตราจารย์ นายแพทย์ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า มหาวิทยาลัยมหิดลเชื่อว่า คุณค่าที่แท้จริงของงานวิจัยไม่ได้อยู่เพียงที่ความเป็นเลิศทางวิชาการหรือการสร้างองค์ความรู้ใหม่ แต่ต้องสามารถนำองค์ความรู้นั้นไปใช้สร้างประโยชน์และความเปลี่ยนแปลงให้กับชีวิตผู้คนและสังคมได้จริง นี่คือความหมายของ Real World Impactและเป็นหัวใจสำคัญที่มหาวิทยาลัยมุ่งมั่นขับเคลื่อน ภายใต้บทบาท ปัญญาของแผ่นดิน
รางวัลมหาวิทยาลัยมหิดล จงเจตน์เมธีวิชญ์ จึงไม่ใช่เพียงการเชิดชูความสำเร็จของนักวิจัย แต่เป็นการให้คุณค่ากับงานวิจัยไทยที่พิสูจน์แล้วว่าสามารถสร้างผลกระทบที่เกิดขึ้นจริง และเป็นพลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ เราต้องการเห็นองค์ความรู้ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมของไทยก้าวออกจากห้องทดลอง เชื่อมโยงไปสู่การนำไปใช้จริงและการขับเคลื่อนเชิงนโยบาย เพื่อแก้ปัญหาสำคัญของประเทศ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และสร้างการพัฒนาที่มีความยั่งยืนในระยะยาว
ทั้งนี้ “รางวัลมหาวิทยาลัยมหิดล จงเจตน์เมธีวิชญ์” ได้รับแรงบันดาลใจและการสนับสนุนจาก พล.ต.อ. นายแพทย์จงเจตน์ อาวเจนพงษ์ อดีตนายกสมาคมศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยมหิดล ในพระบรมราชูปถัมภ์ ด้วยเจตนารมณ์ให้เป็นมากกว่ารางวัลเชิดชูเกียรติ แต่เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการสนับสนุนงานวิจัยไทยให้ก้าวข้ามจากทฤษฎีสู่การปฏิบัติ และสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับสังคม ซึ่งเป็นเจตนารมณ์ที่มหาวิทยาลัยวางไว้ตั้งแต่การริเริ่มรางวัลในปี 2568
เชื่อมโจทย์ระดับโลก สู่งานวิจัยที่ตอบปัญหาประเทศ
สำหรับปี 2569 การประกาศรางวัลจัดขึ้นท่ามกลางบริบทของโลกที่กำลังเผชิญความท้าทายซับซ้อนมากขึ้น ทั้งโรคระบาดอุบัติใหม่ การเปลี่ยนผ่านสู่สังคมสูงวัย ตลอดจนข้อจำกัดด้านทรัพยากรและงบประมาณสาธารณสุข ซึ่งทำให้ “ความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพ” ไม่ได้เป็นเพียงประเด็นด้านสาธารณสุขและคุณภาพชีวิต แต่ยังเชื่อมโยงกับผลิตภาพ เศรษฐกิจ และการพัฒนาสังคมในระยะยาว
ในระดับโลก World Economic Forum (WEF)ได้ผลักดันประเด็น Health Equity ผ่าน Global Health Equity Networkและ Zero Health Gaps Pledgeโดยชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของปัจจัยทางสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมที่มีอิทธิพลต่อผลลัพธ์ด้านสุขภาพ และการลดช่องว่างดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ไม่ใช่เพียงระบบสาธารณสุขเท่านั้น
จากบริบทดังกล่าว มหาวิทยาลัยมหิดลจึงนำเสนอแนวคิดของงานปีนี้ “ZERO HEALTH GAP: Epidemiology & The Future of Public Health”เพื่อเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนถึงบทบาทของงานวิจัยในการนำไปสู่ทางออก ผ่านการผสานพลังของ ระบาดวิทยา (Epidemiology)เพื่อค้นหาปัญหาและกลุ่มประชากรที่อาจถูกทิ้งไว้ข้างหลัง นวัตกรรม (Innovation)ทั้ง Data Science, AI และ Deep Tech เพื่อสร้างเครื่องมือและทางออกใหม่ และ นโยบายสาธารณสุข (Public Health Policy)เพื่อเชื่อมองค์ความรู้และหลักฐานเชิงประจักษ์ไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ
เชิดชู 2 นักวิจัย ผู้สร้างงานวิจัยที่ “เปลี่ยนแปลงได้จริง”
ศาสตราจารย์ นายแพทย์ หม่อมหลวงชาครีย์ กิติยากร รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า การสร้าง Real World Impact ต้องทำให้งานวิจัยเดินทางได้ครบตั้งแต่ Research → Innovation → Implementation → Impactเราจึงต้องสร้างระบบนิเวศที่เชื่อมโยงนักวิจัย เทคโนโลยี ภาคนโยบาย ภาคอุตสาหกรรม และสังคมเข้าด้วยกัน เพื่อให้องค์ความรู้ไม่ได้สิ้นสุดอยู่เพียงในห้องทดลอง แต่สามารถนำไปใช้แก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจริงและสร้างประโยชน์ให้กับประชาชนและประเทศในวงกว้าง
สำหรับ รางวัลมหาวิทยาลัยมหิดล จงเจตน์เมธีวิชญ์ เราไม่ได้มองเพียงความเป็นเลิศทางวิชาการ แต่ให้ความสำคัญกับงานวิจัยที่สามารถนำไปต่อยอดและสร้างผลกระทบต่อสังคมได้อย่างแท้จริง ผู้ได้รับรางวัลทั้งสองท่านในปีนี้สะท้อนให้เห็นถึงพลังของงานวิจัยในสองมิติที่แตกต่างกัน ตั้งแต่การใช้องค์ความรู้และหลักฐานเชิงประจักษ์เพื่อแก้ปัญหาที่ส่งผลต่อชีวิตผู้คน ไปจนถึงการพัฒนานวัตกรรมที่สามารถขยายผลสู่ภาคอุตสาหกรรม
ทั้ง 2 ผลงานแสดงให้เห็นว่า งานวิจัยไทยสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง และเป็นแบบอย่างสำคัญที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้กับนักวิจัยรุ่นต่อไป
สำหรับ “รางวัลมหาวิทยาลัยมหิดล จงเจตน์เมธีวิชญ์” ประจำปี 2569มีผู้ได้รับรางวัลจำนวน 2 ท่าน ได้แก่
ศาสตราจารย์ ดร. นายแพทย์วีระศักดิ์ จงสู่วิวัฒน์วงศ์ ประธานหลักสูตรระบาดวิทยานานาชาติ สาขาวิชาระบาดวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เจ้าของผลงาน “กว่าสี่ทศวรรษของความต่อเนื่องหลากหลายของงานวิจัยทางระบาดวิทยา: จากกลุ่มโรคแห่งความยากจนชายแดนใต้ สู่กระบวนการสันติภาพ จนถึงการควบคุมการระบาดของโควิด-19”กับเส้นทางกว่า 4 ทศวรรษของการใช้ระบาดวิทยาและข้อมูลเชิงประจักษ์เพื่อทำความเข้าใจและแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจริง
ตั้งแต่โรคที่สัมพันธ์กับความยากจนและประชากรกลุ่มเปราะบางในพื้นที่ชายแดนใต้ การเชื่อมโยงองค์ความรู้สู่มิติทางสังคมและกระบวนการสันติภาพ ตลอดจนการรับมือวิกฤต COVID-19 สะท้อนให้เห็นถึงพลังของงานวิจัยที่สามารถก้าวข้ามจากการสร้างองค์ความรู้ ไปสู่การนำข้อมูลมาใช้ประกอบการตัดสินใจและสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลต่อประชาชนในวงกว้าง
ขณะที่ ดร.สุพรรณ ยอดยิ่งยง สถาบันนวัตกรรมการเรียนรู้ มหาวิทยาลัยมหิดล เจ้าของผลงาน “การพัฒนาและขยายผลเทคโนโลยีซิลิกาแอโรเจลต้นทุนต่ำสู่อุตสาหกรรม” สะท้อนอีกมิติหนึ่งของ Real World Impact ผ่านการพัฒนา Deep Tech จากห้องทดลองสู่ภาคอุตสาหกรรม
ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีซิลิกาแอโรเจลต้นทุนต่ำ และต่อยอดองค์ความรู้สู่การขยายผลในระดับอุตสาหกรรม เปิดโอกาสให้เทคโนโลยีสามารถนำไปใช้ประโยชน์จริง สร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ และแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของนักวิจัยไทยในการพัฒนานวัตกรรมขั้นสูงเพื่อตอบโจทย์การพัฒนาประเทศ
การประกาศ “รางวัลมหาวิทยาลัยมหิดล จงเจตน์เมธีวิชญ์” ประจำปี 2569 จึงไม่เพียงเป็นการเชิดชูความสำเร็จของนักวิจัยทั้งสองท่าน แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของระบบนิเวศการวิจัยไทยที่สามารถสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมที่นำไปใช้ประโยชน์ได้จริง ตั้งแต่การยกระดับชีวิตและสุขภาวะของประชาชน การตอบโจทย์ปัญหาสังคม ไปจนถึงการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและการต่อยอดสู่ภาคอุตสาหกรรม
มหาวิทยาลัยมหิดลพร้อมเดินหน้าบทบาท “ปัญญาของแผ่นดิน”ในการสนับสนุนและผลักดันงานวิจัยไทยให้ไม่หยุดอยู่เพียงการสร้างองค์ความรู้ แต่สามารถนำไปใช้จริง ขยายผล และสร้าง Real World Impactที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงบวกอย่างยั่งยืน ทั้งต่อประเทศไทยและสังคมโลก
ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับรางวัล “มหาวิทยาลัยมหิดล จงเจตน์เมธีวิชญ์”
มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ มูลนิธิมหาวิทยาลัยมหิดลในพระราชูปถัมภ์ฯ จัดตั้ง “รางวัลมหาวิทยาลัยมหิดล จงเจตน์เมธีวิชญ์” ขึ้นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2568 เพื่อเชิดชูเกียรตินักวิจัย ผู้สร้างสรรค์ผลงานที่มีคุณค่าและสามารถต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม โดยในปี พ.ศ. 2569 ซึ่งนับเป็นปีที่ 2 ของการดำเนินรางวัลนี้
มหาวิทยาลัยมหิดลได้สานต่อเจตนารมณ์อย่างต่อเนื่อง ภายใต้ธีม Real World Impact for Sustainability ซึ่งเน้นงานวิจัยที่ใช้ประโยชน์ได้จริงและสร้างผลกระทบเชิงบวกสูงต่อสังคม ครอบคลุม 3 สาขาหลัก ได้แก่ 1.วิทยาศาสตร์สุขภาพ 2.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 3.สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์และศิลปะ
เกณฑ์การพิจารณา 5 ด้านหลัก ประกอบด้วย:
1.การยอมรับในระดับชาติและนานาชาติ (National or International Recognition)ผลงานที่ได้รับรางวัล ได้รับการอ้างอิง หรือมีการนำไปใช้จริงโดยหน่วยงานสำคัญ
2.การสร้างองค์ความรู้ใหม่ (Originality) งานวิจัยที่มีความสร้างสรรค์หรือมีการคิดค้นองค์ความรู้ใหม่ที่แตกต่างจากเดิม
3.ศักยภาพในการขยายผลและผลกระทบระยะยาว (Scalability/Long-Term Impact) สามารถนำไปใช้ในวงกว้างหรือขยายผลสู่กลุ่มเป้าหมายที่กว้างขึ้น
4.ความยั่งยืนของผลงาน (Sustainability)สามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว และมีแผนรองรับผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม
5.การผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ (Systemic Changes)สามารถเปลี่ยนแปลงนโยบายสาธารณะ ปรับปรุงโครงสร้างอุตสาหกรรม หรือสร้างมาตรฐานใหม่ได้
โดยแบ่งรางวัลออกเป็น 2 ประเภท
1. รางวัลนักวิจัยดีเด่น ไม่จำกัดอายุ และมีผลงานวิจัยอย่างต่อเนื่อง (Active in Career) สำหรับนักวิจัยที่มีผลงานโดดเด่นและสร้างคุณูปการแก่สังคมอย่างต่อเนื่องมีผลงานวิจัยในสาขา
-Health Science
-Science and Technology
-Social Sciences, Humanities and Arts
จะได้รับเหรียญรางวัล พร้อมเงินรางวัล 5,000,000 บาท
2. รางวัลนักวิจัยรุ่นใหม่ อายุไม่เกิน 45 ปี สำหรับนักวิจัยที่มีศักยภาพในการสร้างผลงานวิจัยที่มีผลกระทบต่อสังคม
มีผลงานวิจัยในสาขา Health Science,Science and Technology
จะได้รับเหรียญรางวัล พร้อมเงินรางวัล 1,000,000 บาท