ม.ศิลปากร & ม.เกียวโต เปิดตัวนิทรรศการ ”มรดกเอเชียทางทะเล” ตามรอยอารยธรรมข้ามมหาสมุทร 3 ประเทศ
มหาวิทยาลัยศิลปากร ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเกียวโต เปิดนิทรรศการ Heritage Documentation and Historical Interpretation: New Findings from Maritime Asia ภายใต้โครงการสำรวจมรดกเอเชียทางทะเล (Maritime Asia Heritage Survey — MAHS) ณ หอศิลปะพระพรหมพิจิตร คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ
ระหว่างวันที่ 9–18 เมษายน 2569 นิทรรศการนำเสนอผลการศึกษาภาคสนามและการตีความประวัติศาสตร์ผ่านเทคโนโลยีสมัยใหม่ อันเป็นผลลัพธ์สำคัญของโครงการ MAHS ซึ่งมุ่งสำรวจและจัดทำเอกสารดิจิทัลเกี่ยวกับแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงกับมหาสมุทร
โครงการ MAHS มีฐานปฏิบัติการอยู่ที่ศูนย์ศึกษาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Center for Southeast Asian Studies — CSEAS) มหาวิทยาลัยเกียวโต และได้รับการสนับสนุนจากกองทุน Arcadia โดยดำเนินการสำรวจภาคสนามหลักในประเทศมัลดีฟส์ อินโดนีเซีย และไทย
เพื่อจัดทำคลังข้อมูลดิจิทัลแบบเปิดที่รวบรวมสื่อมรดกวัฒนธรรมหลากรูปแบบ พร้อมทรัพยากรเสริมบนเว็บไซต์ที่ออกแบบไว้เป็นพิเศษ ฐานข้อมูลที่ได้จะถูกส่งมอบคืนแก่ประเทศต้นทาง และจัดเก็บเพื่อการวิจัยเชิงลึกและการต่อยอดองค์ความรู้ที่มหาวิทยาลัยเกียวโต มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด และมหาวิทยาลัยศิลปากร
โครงการ MAHS ต่อยอดมาจากโครงการนำร่อง Maldives Heritage Survey ซึ่งดำเนินงานภายใต้ Oxford Centre for Islamic Studies ระหว่างปี พ.ศ. 2560–2563 ก่อนจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2563 ที่ CSEAS มหาวิทยาลัยเกียวโต ในการจัดทำเอกสารมรดกที่ตกอยู่ในความเสี่ยง ทีมภาคสนาม MAHS ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลหลากหลาย ได้แก่ การทำแผนที่ด้วย GPS/RTK การถ่ายภาพดิจิทัล
การบันทึกวิดีโอ การเขียนแบบ CAD การจัดทำดิจิทัลต้นฉบับตามมาตรฐาน IIIF รวมถึงการสแกน LiDAR ทั้งทางอากาศและภาคพื้นดิน เพื่อสร้างบันทึกข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือสำหรับนักประวัติศาสตร์ ชุมชนท้องถิ่น และผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการมรดก บันทึกและทรัพย์สินมรดกดิจิทัลทั้งหมดของโครงการ MAHS เปิดให้เข้าถึงได้อย่างเสรีทางออนไลน์ และจัดเก็บถาวรในคลังดิจิทัลของมหาวิทยาลัยเกียวโตและ Oxford Research Archive แห่ง Bodleian Library มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด
ศาสตราจารย์ ดร. ธนเศรษฐ์ ง้าวหิรัญพัฒน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยศิลปากร กล่าวว่า นิทรรศการครั้งนี้เป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้จากความร่วมมืออย่างทุ่มเทมาหลายปีระหว่างคณาจารย์ นักวิจัย และนักศึกษาของมหาวิทยาลัยศิลปากร กับนักวิจัยและทีมสำรวจจากศูนย์ศึกษาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มหาวิทยาลัยเกียวโต ที่ลงพื้นที่ภาคสนามในมัลดีฟส์ อินโดนีเซีย และไทย โดยการดำเนินงานในประเทศไทยเกิดขึ้นได้จากบันทึกความเข้าใจที่ทั้งสองสถาบันได้ลงนามร่วมกัน
การสำรวจภาคสนามอย่างเข้มข้นมาหลายปีสะท้อนให้เห็นถึงเครือข่ายความร่วมมือทางปัญญาที่มุ่งมั่นอย่างแท้จริงต่อการศึกษาและบันทึกมรดกทางทะเลของเอเชีย ซึ่งกำลังเผชิญความท้าทายอย่างมากในปัจจุบัน การบูรณาการองค์ความรู้และเทคโนโลยีเพื่อสร้างฐานข้อมูลมรดกทางวัฒนธรรมระดับภูมิภาคนั้น มีความสำคัญยิ่งในยุคที่โลกกำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์หลายด้าน ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น และแรงกดดันจากการพัฒนาที่คุกคามแหล่งโบราณคดี
นอกจากนี้ โครงการยังช่วยพัฒนาศักยภาพนักวิจัยไทยและเปิดโอกาสให้สำรวจพื้นที่สำคัญที่ยังไม่เคยได้รับการศึกษาอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะภาคใต้ตอนล่าง ซึ่งเป็นแหล่งวัฒนธรรมที่มีความหลากหลายและซับซ้อน พร้อมก้าวสู่เวทีวิชาการนานาชาติ
โครงการนี้จึงเป็นฐานความรู้อันมีคุณค่าของมวลมนุษยชาติ ที่จะช่วยรับมือกับความท้าทายจากการเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม การพัฒนาที่ขาดความตระหนักในคุณค่ามรดกทางวัฒนธรรม และภัยคุกคามอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา การปกป้องหลักฐานทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติ คือ การสร้างบันทึกให้แก่โลก เพื่อรักษามรดกที่กำลังตกอยู่ในความเสี่ยงในยุคสมัยใหม่ ความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยให้ประเทศไทยพัฒนาองค์ความรู้และเทคโนโลยีเพื่อนำไปสู่การอนุรักษ์แหล่งสำคัญระดับโลกอย่างเป็นระบบและยั่งยืนในระยะยาว
ศาสตราจารย์ อาร์. ไมเคิล ฟีเนอร์ (Professor R. Michael Feener) หัวหน้าโครงการและผู้อำนวยการโครงการสำรวจมรดกเอเชียทางทะเล ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ด้านการศึกษาข้ามภูมิภาค (Professor of Cross-Regional Studies) ประจำศูนย์ศึกษาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มหาวิทยาลัยเกียวโต และยังเป็น Senior Associate ของ Centre for Indonesian Law, Islam and Society คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเมลเบิร์น รวมถึงเป็น Associate Member ของคณะประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด
สำหรับ MAHS เป็นโครงการวิจัยความร่วมมือขนาดใหญ่ที่ดำเนินงานใน 3 ประเทศ ได้แก่ มัลดีฟส์ อินโดนีเซีย และไทย ด้วยแนวทางสหวิทยาการที่ผนวกเทคโนโลยีขั้นสูงเข้ากับการสำรวจภาคสนามทางโบราณคดี เพื่อสร้างฐานข้อมูลแบบเปิดเกี่ยวกับมรดกทางวัฒนธรรมในภูมิภาคเอเชียทางทะเล
ในประเทศไทย MAHS ทำงานร่วมกับคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร โดยทีมภาคสนามใช้ทั้งเทคโนโลยีล้ำสมัยและวิธีการสำรวจแบบดั้งเดิม เพื่อจัดทำบันทึกสำหรับฐานข้อมูลออนไลน์แบบเปิด ที่สะท้อนความหลากหลายและเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ในภูมิภาค พร้อมจัดเก็บข้อมูลอย่างปลอดภัยเพื่อคนรุ่นหลัง
สิ่งที่เราทำไม่ใช่เพียงการรวบรวมข้อมูล หากแต่คือการสร้างวิธีการใหม่ในการทำความเข้าใจอดีต ผ่านการผนวกรวมระหว่างเทคโนโลยีสมัยใหม่กับการลงพื้นที่จริง โครงการเริ่มต้นในมัลดีฟส์ก่อนขยายสู่ประเทศอื่น
รวมถึงประเทศไทย ซึ่ง รองศาสตราจารย์ ดร. เกรียงไกร เกิดศิริ แห่งคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้นำทีมสำรวจภาคสนามระยะยาวตลอด 3 ปี ในพื้นที่ที่มีความเชื่อมโยงกับมหาสมุทรทั้งในเชิงกายภาพและวัฒนธรรม เพื่อติดตามร่องรอยการเคลื่อนย้ายของผู้คนที่นำพาวัฒนธรรมและเศรษฐกิจที่ผูกพันกับเครือข่ายการค้าทางทะเล ไปฝังรากปักฐานตามแนวชายฝั่ง และเชื่อมโยงเข้าสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นทวีป
ศาสตราจารย์ฟีเนอร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า ก่อนการก่อตั้งรัฐชาติสมัยใหม่ ภูมิภาคเอเชียทางทะเลมีความเชื่อมโยงกันอย่างซับซ้อนในมิติการค้า ศาสนา และวัฒนธรรม โดยพบการเปลี่ยนผ่านสำคัญจากเครือข่ายการค้าทางทะเลในยุคกลางที่ขับเคลื่อนโดยพ่อค้าชาวพุทธ สู่เครือข่ายที่อิทธิพลอิสลามเข้ามามีบทบาทในช่วงต้นสมัยใหม่
นอกจากนี้ ยังพบหลักฐานที่สะท้อนความสัมพันธ์ข้ามพื้นที่ เช่น ศิลปกรรมพุทธศาสนาสมัยทวารวดีในนครปฐม ที่มีความคล้ายคลึงกับหลักฐานจากมัลดีฟส์อย่างโดดเด่น บ่งบอกถึงความผูกพันทางวัฒนธรรมที่ยาวนานกว่าพันปี
ผลการศึกษาสำคัญอีกประการหนึ่งคือความลื่นไหลทางวัฒนธรรมใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย ซึ่งการสำรวจเผยให้เห็นว่าชุมชนในอดีตมีการผสมผสานกันของกลุ่มชาติพันธุ์หลากหลาย ทั้งไทยพุทธ ชาวจีน และมลายูมุสลิม ก่อให้เกิดภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรมที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ไม่ใช่สิ่งที่หยุดนิ่งหรือตายตัว
สิ่งที่เราค้นพบคือวัฒนธรรมมีพลวัติ มันผสมผสาน ทิ้งร่องรอยไว้ในศิลปะ ภาษา และวิถีชีวิต พิสูจน์ให้เห็นว่าทะเลไม่ใช่เส้นกั้นแดนระหว่างผู้คน หากแต่คือพื้นที่แห่งการเชื่อมโยงทางอารยธรรม ภูมิภาคเอเชียทางทะเลเคยเชื่อมถึงกันอย่างลึกซึ้งก่อนยุครัฐชาติ วัฒนธรรมไม่เคยหยุดนิ่ง มันไหลลื่นและผสมผสานอยู่ตลอดเวลา
การบันทึกข้อมูลในวันนี้ คือการรักษามรดกของโลกไว้สำหรับอนาคต ในด้านกระบวนการทำงาน การสำรวจภาคสนามมีความท้าทายสูงมาก ทีมวิจัยต้องทำงานในพื้นที่ห่างไกลที่ไม่มีไฟฟ้าหรืออินเทอร์เน็ต บางครั้งต้องเดินทางด้วยเรือขนาดเล็ก นอนในป่า ถ้ำ หรือที่พักชั่วคราว
พร้อมพกพาอุปกรณ์เพื่อการยังชีพ เช่น เครื่องกรองน้ำและชุดปฐมพยาบาล ขณะเดียวกันยังนำเทคโนโลยี LiDAR และโดรนมาใช้ตรวจจับโบราณสถานที่ถูกปกคลุมด้วยป่าทึบ เพื่อเปิดเผยหลักฐานที่ไม่เคยถูกบันทึกมาก่อน
รองศาสตราจารย์ ดร. เกรียงไกร เกิดศิริ รองคณบดีฝ่ายแผน วิจัย กิจการพิเศษ และประกันคุณภาพการศึกษา คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และ อาจารย์ ดร.อิสรชัย บูรณะอรรจน์ รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะมัณฑนศิลป์ ในฐานะนักวิจัยของโครงการ เล่าถึง ที่มาของความร่วมมือว่า เมื่อ 3 ปีก่อน เขาได้ริเริ่มเขียนจดหมายถึงศาสตราจารย์ฟีเนอร์เพื่อแสดงความสนใจเข้าร่วมเครือข่าย และเชิญให้ขยายโครงการมายังประเทศไทย
ซึ่งในแผนเดิมนั้นยังไม่ได้รวมประเทศไทยไว้ เมื่อหัวหน้าโครงการได้มาเยือนและลงสำรวจภาคสนามในพื้นที่ต่าง ๆ ทั้งภาคกลางและภาคใต้ จึงตระหนักถึงศักยภาพทางวิจัยที่โดดเด่นและความเร่งด่วนในการจัดทำเอกสารมรดกทางวัฒนธรรมของไทย โดยเฉพาะมรดกวัฒนธรรมและสถาปัตยกรรมพื้นถิ่น จึงตัดสินใจจัดสรรงบประมาณและบรรจุประเทศไทยเข้าเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายวิจัยระดับโลกนี้
ในกรอบความร่วมมือดังกล่าว นักศึกษาระดับปริญญาโทและปริญญาเอกจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ได้รับการคัดเลือกเป็นนักวิจัยภาคสนามของโครงการ นับเป็นการพัฒนากำลังคนของประเทศผ่านการเข้าร่วมโครงการวิจัยระดับโลก
นอกจากนี้ CSEAS ยังเป็นที่ตั้งของ Digital Heritage Documentation Lab ที่ศาสตราจารย์ฟีเนอร์ได้จัดตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของ MAHS มหาวิทยาลัยเกียวโตได้นำอุปกรณ์สำรวจเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้ในการวิจัย ได้แก่ เครื่อง 3D Laser Scanner โดรน และเทคโนโลยี LiDAR
โดยมีแผนถ่ายทอดองค์ความรู้และส่งมอบอุปกรณ์ดังกล่าวให้แก่หลักสูตรนานาชาติ สาขาวิชาการจัดการมรดกสถาปัตยกรรม อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ และการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นที่ตั้งของศูนย์ความเป็นเลิศด้านการวิจัยบูรณาการมรดกโลก เมืองสร้างสรรค์ และภูมิทัศน์เมืองประวัติศาสตร์แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (IWCH) มหาวิทยาลัยศิลปากร เพื่อใช้ในการเรียนการสอน การวิจัย และโครงการความร่วมมืออื่น ๆ ที่จะตามมาในอนาคต
โครงการสำรวจนี้ จึงมิได้เพียงส่งมอบคุณค่าแก่สังคมและประชาคมนานาชาติด้วยการพิทักษ์องค์ความรู้อันมีค่าของมวลมนุษยชาติจากความท้าทายในยุคปัจจุบัน โดยมุ่งหมายให้เกิดการศึกษาต่อยอดและนำไปใช้ประโยชน์ในหลากหลายมิติเท่านั้น
หากยังพัฒนากำลังคนของประเทศผ่านความร่วมมือวิจัยนานาชาติ ยกระดับเทคโนโลยีขั้นสูงในการศึกษาและวิจัย และสร้างแพลตฟอร์มความร่วมมือระดับโลกที่เชื่อมโยงนักวิชาการชั้นนำ ผู้ทรงคุณวุฒิ นักวิจัย นักศึกษา และชุมชนท้องถิ่น ให้ร่วมกันทำงานบนพันธกิจเดียวกัน นั่นคือการอนุรักษ์คุณค่า ความสำคัญ และองค์ความรู้ของมรดกวัฒนธรรมให้คงอยู่สืบต่อไปอย่างยั่งยืน