สอน. เดินหน้าขับเคลื่อนอุตฯ อ้อยน้ำตาลสีเขียว ฤดูหีบ ปี 69/70 พร้อมรับมือกติกา EU และมาตรฐานฮาลาลใหม่
นครสวรรค์ - สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) กระทรวงอุตสาหกรรม เดินหน้าจัดกิจกรรมลงพื้นที่ประชาสัมพันธ์ครั้งที่ 1 เตรียมความพร้อมเกษตรกรและโรงงานน้ำตาลก่อนเปิดหีบปีการผลิต 2569/2570 เผยความคืบหน้าการผลักดันเงินสนับสนุนตัดอ้อยสด รูปการผลิตปี 2568/2569 อัตรา 69 บาทต่อตัน ผ่านการเสนอของบกลางกว่า 7,081 ล้านบาท
พร้อมพิจารณาแนวทางสนับสนุนเพิ่มเติมอีก 51 บาทต่อตัน พร้อมเดินหน้าลดการเผาอ้อยอย่างต่อเนื่อง เปิดเวทีให้ความรู้กติกาด้านสิ่งแวดล้อมของสหภาพยุโรปและมาตรฐานฮาลาลใหม่ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมน้ำตาลไทยสู่การแข่งขันในตลาดโลกอย่างยั่งยืน
สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) กระทรวงอุตสาหกรรม จัดกิจกรรมลงพื้นที่ประชาสัมพันธ์ครั้งที่ 1 ภายใต้โครงการ “ประชาสัมพันธ์ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายให้เติบโตอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม” โดยมี นายใบน้อย สุวรรณชาตรี เลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย เป็นประธานเปิดงาน
พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ สมาคมชาวไร่อ้อย ผู้ประกอบการโรงงานน้ำตาล และผู้เกี่ยวข้องจากพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างและภาคกลางตอนบนเข้าร่วมงาน เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติการเปิดหีบในฤดูการผลิต 2569/2570 มาตรการช่วยเหลือเกษตรกร ตลอดจนการปรับตัวให้สอดคล้องกับมาตรฐานการค้าระหว่างประเทศ
นายใบน้อย สุวรรณชาตรี เลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย เผยว่า สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย ให้ความสำคัญกับการดูแลเกษตรกรชาวไร่อ้อยควบคู่กับการพัฒนาอุตสาหกรรมให้เติบโตอย่างยั่งยืน ตามนโยบาย ONE MIND ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม สำหรับความคืบหน้าเงินสนับสนุนตัดอ้อยสด ฤดูการผลิตปี 2568/2569 อยู่ระหว่างเตรียมเสนอของบกลางของรัฐบาล ตามขั้นตอนการพิจารณางบประมาณ วงเงินประมาณ 7,081 ล้านบาท คาดว่าจะสามารถจ่ายได้ในอัตรา 69 บาทต่อตันอ้อย
ส่วนเงินสนับสนุนเพิ่มเติมจะนำเข้าสู่การหารือของคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (กอน.) เพื่อพิจารณาแหล่งเงินและแนวทางดำเนินการที่เหมาะสมต่อไป ทั้งนี้ ความร่วมมือของเกษตรกร โรงงานน้ำตาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในฤดูการผลิต 2568/2569 ที่ผ่านมา ส่งผลให้ประเทศไทยสามารถลดสัดส่วนอ้อยเผาลงเหลือเพียง 3.8% ซึ่งนับเป็นความสำเร็จสำคัญในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและปัญหาฝุ่น PM2.5
จึงอยากให้ทุกภาคส่วนรักษาความสำเร็จดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการส่งเสริมการตัดอ้อยสดและการจัดการอ้อยสะอาด เพื่อลดสิ่งเจือปนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตน้ำตาล
นอกจากนี้ สอน. ยังเดินหน้าผลักดันการปรับปรุงระเบียบที่เกี่ยวข้องกับประสิทธิภาพการผลิตและคุณภาพอ้อย ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมาย โดยคาดหวังว่าการยกระดับคุณภาพวัตถุดิบจะช่วยเพิ่มผลผลิตน้ำตาลและสร้างประโยชน์ร่วมกันทั้งเกษตรกรและโรงงานน้ำตาล
ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกอ้อยประมาณ 10 ล้านไร่ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจจากอุตสาหกรรมอ้อย น้ำตาลทราย และอุตสาหกรรมต่อเนื่องประมาณกว่า 200,000 ล้านบาทต่อปี โดยฤดูการผลิตปี 2568/2569 ที่ผ่านมา มีอ้อยเข้าหีบ 105.86 ล้านตัน ผลิตน้ำตาลได้มากกว่า 12 ล้านตัน และมีการส่งออกน้ำตาลในสัดส่วนประมาณ 80% ของผลผลิตทั้งหมด ส่งผลให้ราคาอ้อยของไทยมีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับราคาน้ำตาลในตลาดโลกและอัตราแลกเปลี่ยน
คณะกรรมการอ้อย (กอ.) จัดสรรประมาณอ้อยขั้นสุดท้ายให้แก่โรงงานน้ำตาลทั่วประเทศสำหรับฤดูการผลิตปี 2569/2570 ปริมาณอ้อยเข้าหีบอยู่ที่ 97.02 ล้านตัน ลดลงจากฤดูที่ผ่านมา ขณะที่สถานการณ์ผลผลิตและความต้องการน้ำตาลในตลาดโลกอาจเป็นปัจจัยสนับสนุนราคา โดยคาดว่าราคาอ้อยขั้นต้นของปีการผลิตปี 2569/2570 มีโอกาสปรับตัวดีขึ้นสูงกว่าปีที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม การกำหนดราคาอย่างเป็นทางการยังต้องผ่านกระบวนการพิจารณาตามหลักเกณฑ์ของคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายในด้านมาตรการสิ่งแวดล้อม สอน. เตรียมเสนอให้คณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายพิจารณาปรับสัดส่วนการรับอ้อยเผาเข้าหีบของโรงงานน้ำตาล จากเดิมไม่เกิน 20% ต่อวัน เหลือไม่เกิน 15% ต่อวัน ในฤดูการผลิต 2569/2570
โดยตั้งเป้าหมายให้สัดส่วนอ้อยเผาตลอดฤดูหีบรวมทั้งประเทศไม่เกิน 5% พร้อมพิจารณาแนวทางใช้กลไกกองทุนอ้อยและน้ำตาลทรายสนับสนุนมาตรการลดการเผาอ้อย เพื่อให้อุตสาหกรรมสามารถพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว
เพราะการไม่เผาอ้อยไม่ใช่เพียงเรื่องของการลดฝุ่น PM2.5 แต่ยังเกี่ยวข้องกับอนาคตของการส่งออกน้ำตาลไทย เพราะตลาดต่างประเทศให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น หากประเทศไทยไม่สามารถปรับตัวได้ อาจส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
นอกจากนี้ภายในงานยังได้จัดเสวนาหัวข้อ “เจาะเกราะตลาดส่งออก ส่องกติกาสีเขียว EU และมาตรฐานฮาลาลใหม่” ได้รับเกียรติจาก นายสาโรช ศรีใส ผู้จัดการโครงการ คณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย ร่วมให้ข้อมูลเกี่ยวกับมาตรการสิ่งแวดล้อมของสหภาพยุโรป ซึ่งกำลังมีบทบาทสำคัญต่อทิศทางการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะ 3 มาตรการ ได้แก่ CBAM หรือมาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน EUDR หรือกฎระเบียบว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า และ CSDDD หรือข้อกำหนดด้านความรับผิดชอบของธุรกิจต่อสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชนในห่วงโซ่อุปทาน
นายสาโรช อธิบายว่า แม้อ้อยและน้ำตาลทรายยังไม่ได้อยู่ในกลุ่มสินค้าที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจาก CBAM และ EUDR แต่ผู้ประกอบการไทยควรเตรียมความพร้อมรับผลกระทบทางอ้อม โดยเฉพาะต้นทุนปัจจัยการผลิต การใช้พลังงาน การตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาของวัตถุดิบ ข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมและมาตรฐานการใช้แรงงานของประเทศคู่ค้า
แนวทางปรับตัวของเกษตรกร และผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมควรยึดหลัก “3 ส.” ได้แก่ สถิติ สะอาด และสร้างความร่วมมือ โดยเริ่มจากการจัดเก็บข้อมูลการใช้ทรัพยากรและปัจจัยการผลิตอย่างเป็นระบบ ลดการเผาอ้อยและปรับปรุงกระบวนการผลิตให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ตลอดจนสร้างเครือข่ายความร่วมมือเพื่อเข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และแหล่งเงินทุนสีเขียว (Green Financing) ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันและสร้างโอกาสเข้าสู่ตลาดที่ให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ยั่งยืน
ขณะที่ นายอุสมาน งามสมชาติ ประธานกรรมการอิสลามประจำจังหวัดนครสวรรค์ ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการยกระดับมาตรฐานฮาลาลสำหรับอุตสาหกรรมน้ำตาล โดยเน้นว่าการรับรองฮาลาลไม่ได้พิจารณาเฉพาะวัตถุดิบจากธรรมชาติเท่านั้น แต่ครอบคลุมถึงกระบวนการผลิต ความสะอาด การควบคุมสิ่งปนเปื้อน ตลอดจนการตรวจสอบสารเคมี เอนไซม์ และสารช่วยในกระบวนการผลิต เพื่อให้มั่นใจว่าผลิตภัณฑ์เป็นไปตามหลักเกณฑ์ฮาลาล
โดยผู้ประกอบการที่ต้องการส่งออกไปยังตลาดสำคัญ เช่น อินโดนีเซีย ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จำเป็นต้องศึกษาข้อกำหนดการรับรองของแต่ละประเทศอย่างรอบคอบ รวมถึงการเตรียมบุคลากรและระบบควบคุมคุณภาพให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของตลาดปลายทาง สามารถใช้ระบบบริการออนไลน์ เกี่ยวกับด้านมาตรฐานฮาลาลได้ที่เว็บไซต์
https://www.halal.or.th/ ที่จะช่วยอำนวยความสะดวกในการยื่นคำขอและติดตามกระบวนการรับรอง
การจัดกิจกรรมครั้งนี้สะท้อนถึง ความมุ่งมั่นของ สอน. ในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายไทยให้เติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการดูแลเกษตรกร ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และยกระดับมาตรฐานการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลก โดยอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายไทยอย่างยั่งยืน