โต้ออกกฎกระทรวงเก็บภาษีทดแทนการยกเลิกภาษีบาป 2% หลอกลวงประชาชน
ศ.ดร.บรรเจิด สิงคะเนติ คณะนิติศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) กล่าวถึง กรณีรัฐบาลเสนอให้ยกเลิกภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ (Earmarked Tax) หรือภาษีบาป โดยให้ไปใช้งบประมาณปกติ อ้างเหตุผลให้เป็นไปตามหลักวินัยการเงินการคลังว่า การดำเนินงานของทั้ง 4 กองทุน ที่ได้รับภาษีบาป
รวมถึงกองทุนสำนับสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ยืนยันว่า ไม่ขัดกับหลักวินัยทางการเงินการคลัง และรัฐธรรมนูญ เนื่องจาก พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 มาตรา 26 ไม่ให้เสนอกฎหมายที่เก็บอัตราภาษีเพิ่มพิเศษเพื่อไปใช้จ่ายตามวัตถุประสงค์โดยไม่นำส่งรายได้แผ่นดิน แต่มาตรา 82 ก็เขียนยกเว้นไว้ว่า กฎหมายที่มีการกำหนดไว้แล้วถือว่าทำได้ แสดงว่าคนร่างกฎหมายขณะนั้นมองว่า Earmarked Tax ทั้งกองทุน สสส. กองทุนกีฬา กองทุนผู้สูงอายุ และไทยพีบีเอส มีความสมเหตุสมผล
ส่วนที่ออกมาบอกว่า จะออกกฎกระทรวงเพื่อเก็บภาษีสรรพสามิตเพิ่มทดแทนส่วนของ Earmarked Tax ยืนยันว่าทำไม่ได้ เป็นวาทะกรรมที่หลอกลวงประชาชน เพราะร่างฉบับใหม่ มาตรา 5 ไปตัดมาตรา 11-14 ของกฎหมายเดิมไปแล้วโดยสภา การจะไปออกกฎกระทรวงเพื่อเรียกเก็บทำไม่ได้ ตัดแล้วคือตัดเลย ซึ่งในกรณีนี้ควรจะถอนร่างกฎหมายนี้ออกไปหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับความดันทุรังของรัฐบาล
อยากเรียนท่านนายกรัฐมนตรีว่า อยากให้ไตร่ตรองเรื่องนี้ให้ดี เพราะจะได้ไม่คุ้มเสีย เนื่องจากวิกฤตการเงินการคลังในอนาคตมาจากวิกฤตระบบสุขภาพโรคเรื้อรัง รัฐบาลถมค่ารักษากว่า 8 แสนล้านบาท ขณะที่งบป้องกันมี 4 พันล้าน การดึงเอางบป้องกันส่วนนี้กลับไปเท่ากับทำลายระบบสร้างนำซ่อมที่วางไว้
ด้านนพ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ตนคิดว่าการยกเลิกภาษีบาปเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม ไม่รู้ว่ารัฐบาลคิดอะไรอยู่ สิ่งที่เรียกว่าวินัยการเงินการคลังนั้นตีกรอบได้หลายอย่าง มองว่ารัฐน่าจะมีแนวทางการทำงานเพื่อหารายได้เพิ่มนอกเหนือจากภาษีทางตรงเพื่อไปทำงานพัฒนาสังคม เช่น กรณี พ.ร.บ.ประกันภัยบุคคลที่สาม กฎหมายบังคับหากนายจ้างไม่จ้างงานผู้พิการตามสัดส่วนก็ต้องส่งเงินสมทบเข้ากองทุนผู้พิการ และกฎหมายเก็บค่าธรรมเนียมบริษัทเหล้า บุหรี่ มาทำกิจกรรมสาธารณะให้กับ 4 องค์กรตามกฎหมาย
หากมีการแก้กฎหมาย บริษัทเหล่านี้ไม่ต้องจ่ายเงินค่าธรรมเนียมเข้า 4 กองทุนเหมือนเดิมแล้ว รัฐจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบแทน จะนำเงินส่วนไหนมาสนับสนุน หรือจะเฉือนมาจากงบด้านสาธารณสุขของประเทศ นี่ก็เป็นอีกคำถามใหญ่ เพราะรู้กันดีอยู่แล้วว่าโรงพยาบาลต่างๆ มีเงินไม่พอ มีปัญหาเรื่องขาดทุน
ดังนั้นไม่รู้ว่ารัฐบาลคิดอะไรอยู่ ถึงยอมตัดแหล่งรายได้ที่ได้จากภาษีจากบริษัทเหล้าและบุหรี่ออกไปเฉยๆ แล้วมารับภาระแทน ซึ่งเป็นเรื่องตลกมาก เพราะอยู่ดีๆ มีเงินอยู่ แล้วไปออกกฎหมายยกเลิก ยิ่งถ้ามองว่าปัจจุบันรัฐบาลก็เงินน้อย เศรษฐกิจก็ไม่ดี ภาษีก็เก็บได้น้อย